2006/May/21

+++ บันทึกของชีนะ ยูยะ : ตอนที่ 1 +++

วันที่ 2 เดือน 5 :....................

วันนี้เป็นวันที่ฉันต้องจดจำไปชั่วชีวิต วันที่คนธรรมดาอย่างฉันได้เข้ามารับรู้การล่มสลายของตระกูลที่ถูกเรียกขานว่า "ตระกูลเทพ".............................

หลังจากที่พวกเราผ่านประตูทั้ง 4 ของอนเมียวเด็นมาได้แล้ว สิ่งที่รอเราเบื้องหน้าก็ คือ ผู้เฒ่าทั้ง 4 แห่งตระกูลมิบุ ฟูบุกิ,ฮิชิงิ,ยุอัน,โทคิโตะ และอีกคนก็คือ ผู้นำสูงสุดแห่งตระกูลมิบุ "จักรพรรดิแดง" (ให้ตายสิ ฉันนึกว่าจักรพรรดิแดงจะดูสง่างามและน่าเกรงขามพอกับไทฮาคุซังซะอีก แต่จักรพรรดิแดงที่ฉันเห็นนี่มัน........ ไอ้ซื่อบื้อธรรมดาคนนึงนี่เอง)

ในตอนแรกพวกเราคิดว่าจะต้องพบกับการต่อสู้ที่หนักหน่วง แต่ผิดคาด...... จักรพรรดิแดงกลับนำร่างของเคียวมาคืนให้อย่างง่ายดาย แถมยังคลายผนึกให้อีก ท่ามกลางความไม่พอใจของพวกสี่ผู้เฒ่า ยิ่งกว่านั้นจักรพรรดิแดงยังนำวิญญาณของเคียวคืนร่างให้อีก..........

"เจ้าทำอย่างงี้หมายความว่ายังไงกัน" เคียวถามหลังจากได้ร่างของตนคืนแล้ว "ไม่มีอะไรหรอก ลูกยักษ์เอ๋ย ข้าก็แค่ทำสิ่งที่ควรทำเท่านั้นเอง" จักรพรรดิแดงตอบเรียบๆ "แล้วเจ้าไม่กลัวข้าจะทำลายตระกูลมิบุเหรอ" "ไม่จำเป็นต้องกลัวหรอกลูกยักษ์เอ๋ย เจ้ายังจำคำพูดของมุรามาสะที่ทำนายอนาคตของตระกูลเราไว้ได้มั้ย" จักรพรรดิแดงถามเคียว

"จำได้สิ ที่บอกว่าเป็นภาพมายาที่ต้องหายไปน่ะเหรอ เจ้าจะทำไมล่ะ" แทนคำตอบ จักรพรรดิแดงยกมือทั้งสองข้างขึ้นพร้อมกับร่ายเวทย์ ทันใดนั้นร่างของผู้เฒ่าทั้งสี่ก็กระตุกเฮือกราวกับถูกไฟฟ้าช็อต พร้อมกับมีกระแสอะไรบางอย่างไหลออกจากร่างของทั้งสี่เข้าสู่มือของจักรพรรดิแดง ร่างของผู้เฒ่าทั้งสี่ทรุดฮวบลงเหมือนไร้เรี่ยวแรง.............

"จักรพรรดิแดง นี่....นี่ท่านทำอะไรกับพวกเรา" ฟูบุกิถามด้วยน้ำเสียงอึดอัด "ไม่มีอะไรหรอกฟูบุกิ ข้าก็แค่จะจบทุกอย่างลงด้วยมือของข้าแค่นั้นเอง" จักรพรรดิแดงตอบพร้อมกับเดินเข้ามาหาเคียว

"เจ้าทำอะไรกับพวกนั้นน่ะ" เคียวถามด้วยท่าทางสะใจ "ข้าก็แค่เอาวิชาทั้งหมดของพวกเขาคืนมาแค่นั้นเอง ตอนนี้พวกเขาก็ไม่ต่างอะไรกับคนธรรมดาแล้วล่ะลูกยักษ์เอ๋ย" จักรพรรดิแดงตอบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ทำเอาผู้เฒ่าทั้งสี่ถึงกับหน้าถอดสี

"อ้อ....งั้นหรือ หึๆๆน่าสังเวชนะ พวกสี่ผู้เฒ่าที่เคยหลงตนว่าวิเศษนักหนา ต้องกลายมาเป็นคนธรรมดา เอาอย่างนี้ก็แล้วกันข้าจะสงเคราะห์ให้นะ" เคียวพูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน ในขณะที่เดินเข้าไปหาผู้เฒ่าทั้งสี่ พร้อมกับชักดาบออกมา "เดี๋ยวก่อนลูกยักษ์เอ๋ย เจ้าไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นหรอก" จักรพรรดิห้ามเคียวไว้พร้อมกับชี้ให้ดูร่างของเหล่าผู้เฒ่าที่กำลังเริ่มสลายไป สุดท้ายเหลือเพียงโทคิโตะเท่านั้นที่ยังไม่สลายไป "นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย ทำไมทุกคนถึงได้......." ฉันพึมพัมด้วยความรู้สึกตื่นตระหนก แล้วก็เป็นจักรพรรดิแดงนั่นเองที่ตอบคำถามของฉันมา "ร่างของพวกเขาน่ะคงอยู่ได้ด้วยอำนาจเวทย์มนต์ เมื่อสูญสิ้นอำนาจแล้ว ร่างก็ย่อมสลายไปเป็นธรรมดา........."

"แล้วเจ้าจะทำยังไงกับเจ้าเด็กแก่แดดนี่ดีล่ะ" เคียวถามในขณะที่ยืนอยู่ตรงหน้าโทคิโตะซึ่งกำลังตัวสั่นเป็นลูกนกด้วยความหวาดกลัว "โทคิโตะน่ะต่างจากคนอื่นหน่อย เพราะร่างเขาไม่ได้ใช้เวทยืมนต์อะไรจึงไม่สลายไป แต่นับจากนี้ไปเขาคงต้องอยู่ตัวคนเดียว ถ้ายังไง......" จักรพรรดิแดงมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าบงเท็นมารุ "ข้าขอฝากโทคิโตะไว้กับท่านได้มั้ยบงเท็นมารุ........"

หลังจากนั้นฉันเห็นบงซังกระซิบกระซาบอะไรกับจักรพรรดิแดง แล้วก็เรียกโทคิโตะซึ่งบัดนี้เปลี่ยนจากอาการหวาดกลัว มาเป็นอาการยิ้มน้อยๆด้วยความเขินอายราวกับสาวแรกรุ่นพบกับชายหนุ่มอันเป็นที่รัก พร้อมกับส่งสายตาหวานเยิ้มให้บงซัง..............(เจ้านี่มันเป็นสี่ผู้เฒ่าได้ยังไงนี่........) เมื่อโทคิโตะมายืนอยู่ตรงหน้า บงซังก็ทำในที่คาดไม่ถึง นั่นก็คือ........ เขาเริ่มลงมือทุบตีโทคิโตะอย่างหนักหน่วง โดยไม่สนใจเสียงร้องของโทคิโตะเลย จนเมื่อบงซังหยุดมือ ภาพที่ฉันเห็นก็คือ โทคิโตะนั่งพับเพียบอยู่กับพื้นปากกัดผ้าเช็ดหน้าไว้พร้อมกับร้องไห้กระซิกๆ........(เอ่อ.....นี่คงเป็นภาพที่น่าทุเรศที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมาในชีวิตเลยนะนี่........)

ทางด้านบงซังเมื่อเห็นท่าทางของนังเด็กแก่แดดนั่น ก็ร้องตะโกนออกมาว่า "อะไรกัน!....ยังไม่หายเหรอ งั้นเอาอีกชุดนึง" และแล้วบงซังก็เริ่มทุบตีโทคิโตะอีกครั้งจนกระทั่ง........ "โอ้ย!.... พอได้แล้วนะโว้ย เจ้าบ้าบง มันเจ็บนะโว้ย" เสียงของโทคิโตะดังแหวขึ้นมาพร้อมกับเริ่มเตะต่อยบงซังกลับมาบ้าง "เออ.....ฮ่าๆๆ หายแล้วนี่หว่าเจ้าโทคิโตะ ฮ่าๆๆ" บงซังหัวเราะออกมาอย่างดีใจก่อนจะเตะก้านคอโทคิโตะจนสลบไป แล้วก็แบกร่างโชกเลือดของเจ้าเด็กนั่นขึ้นบ่ากลับมารวมกับพวกเรา

"เอาล่ะ...ทุกคน รีบออกไปจากแผ่นดินมิบุเถอะ ข้ายังเหลือสิ่งที่ต้องทำอีกอย่างหนึ่ง" จักรพรรดิแดงบอกกับพวกเราด้วยท่าทางเคร่งขรึมต่างจากปกติ "ท่านยังต้องทำอะไรอีกหรือครับ" ชินเรถาม "ก็......ทำลายตระกูลมิบุยังไงล่ะ" คำตอบนั้นทำเอาทุกคนอึ้งไป ยกเว้นแต่เคียวเท่านั้นที่พยายามถามความลับเรื่องชาติกำเนิดของตน ฉันเห็นจักรพรรดิแดงกระซิบอะไรบางอย่างกับเคียว ทำให้เคียวถึงตะลึงราวกับถูกผีหลอก และเขาก็ซัดร่างของเคียวกระเด็นมาทางพวกเรา และใช้เวทย์มนต์หยุดการเคลื่อนไหวของพวกเราไว้.........

"ทุกท่านไม่ต้องห่วงหรอก ข้าจะส่งพวกท่านไปยังที่ๆปลอดภัยเอง แม้จะเป็นช่วงสั้นๆแต่ข้าก็ยินดีที่ได้พบกับทุกท่าน ขอให้ครองคู่กันอย่างมีความสุขนะ ชินเรกับโฮตารุ ยูยะซังกับเคียวซังด้วย ลาก่อน......." ขาดคำของจักรพรรดิแดงฉันก้รู้สึกว่า ทุกสิ่งรอบตัวกลายเป็นสีขาวโพลนไปหมด มารู้สึกตัวอีกทีพวกเราก็อยู่ที่บริเวณทางเข้าทะเลป่า เมื่อหันกลับไปมองที่ใจกลางทะเลป่าซึ่งเป็นที่ตั้งของตระกูลมิบุอีกครั้ง ภาพที่เราเห็นก็คือ แผ่นดินของมิบุกำลังเกิดระเบิดไปทั่ว เป็นสัญญาณแสดงว่าตระกูลเทพแห่งนี้กำลังล่มสลาย...........

..............จบสิ้นซะทีตระกูลเทพผู้ยิ่งใหญ่ การหลงระเริงในอำนาจของตนเกินไป จุดจบก็มีเพียงความว่างเปล่าเท่านั้นเอง............

+++ บันทึกของชีนะ ยูยะ : ตอนที่ 2 +++

วันที่ 12 เดือน 5 :....................



ผ่านมา 10 วันแล้วนับแต่การล่มสลายของตระกูลมิบุ ทุกคนดูจะดีใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ บงซังกับโทร่าและอาคาริก็กินเหล้ากันทั้งวัน โดยมีโทคิโตะทำหน้าที่เป็นเด็กรับใช้ ส่วนชินเรกับโฮตารุซังก็เอาแต่ขลุกอยู่ในห้องด้วยกันทั้งวัน ทั้งสองคนคงจะเสียใจมากที่แผ่นที่ถือกำเนิดมาต้องถูกทำลายไป (.......แน่ใจนะน้องยูยะ ไม่ใช่ขลุกกันทำอย่างอื่นเหรอ - คนเขียน.......)

แต่มีอยู่คนหนึ่งทีไม่ดีใจกับความพินาศของตระกูลมิบุครั้งนี้เลย คนๆนั้นก็คือเคียวซัง วันทั้งวันเคียวจะเอาแต่นั่งเหม่อมองไปนอกหน้าต่างเหมือนกับคิดอะไรอยู่ บางครั้งอากิระก็เข้ามาชวนคุย แต่เคียวก็ไม่มีทีท่าสนใจเลย เอาแต่นั่งเงียบ จนสุดท้ายอากิระก็ต้องล่าถอยไป..............

"เคียว....นายเป็นอะไรไปน่ะ เอาแต่นั่งเงียบเลย ไม่ออกไปสนุกกับพวกบงซังเหรอ" ฉันถามในขณะที่เคียวกำลังนั่งดื่มเหล้าเคล้าแสงจันทร์อยู่ริมหน้าต่าง "อย่ามายุ่งกับข้าน่า......" เคียวตอบด้วยน้ำเสียงกระด้างตามปกติ
"เป็นอะไรของนายน่ะ นายน่าจะดีใจไม่ใช่เหรอ ที่ตระกูลมิบุถูกทำลายไปน่ะ" "ข้าบอกว่าอย่ามายุ่งกับข้าไงล่ะ!.........." เคียวหันมาตวาด
"ตามใจเถอะตาบ้า....... เด็กมีปัญหาแล้วทำตัวน่ารังเกียจอย่างนายน่ะ ไม่มีใครเขาคบหรอก" ฉันพูดใส่หน้าเคียวด้วยความโมโห ก่อนจะหันหลังกลับ ตั้งท่าจะเดินออกไป แต่เคียวก็ขยุ้มไหล่ของฉันไว้พร้อมกับดึงให้หันกลับไปเผชิญหน้า

"เจ้าพูดบ้าอะไรของเจ้าน่ะ ใครเป็นเด็กมีปัญหากัน" เขาถามด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง "หึ........ยังจะถามอีก ก็นายยังไงล่ะ ซาคุยะซังเล่าเรื่องชาติกำเนิดของนายให้ฉันฟังหมดแล้ว นายมันก็แค่พวกเรียกร้องความสนใจแค่นั้นแหละ" ฉันพูดใส่หน้าเขาอย่างไม่เกรงกลัว "เจ้าหุบปากเดี๋ยวนี้นะ......ยัยหน้าย่น" เคียวตวาดเสียงดังลั่น ใบหน้าแดงก่ำด้วยความความโกรธ "เฮอะ......ทำไม!..... ทนฟังไม่ได้ล่ะสิ นายมันก็แค่พวกเด็กเก็บกด เป็นแค่สิ่งที่ถูกสร้างขึ้น........."

"ข้าบอกให้เจ้าหุบปาก............" เคียวตะโกนอย่างเหลืออด พร้อมฟาดฝ่ามือใส่ใบหน้าฉันเสียงดังปัง น่าแปลกที่ความเจ็บปวดมันไม่ได้อยู่ที่ใบหน้าเท่านั้น แต่ฉันรู้สึกว่ามันปวดร้าวลงไปถึงหัวใจด้วย.............

"เคียว.....นี่...นี่นายตบฉันเหรอ" ฉันถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ด้วยความโกรธระคนกับน้อยใจ ฉันเลยตะโกนใส่เขาด้วยประโยคที่ฉันเองก็ไม่เชื่อว่าจะกล้าพูดออกไป "เอาสิ........ตบฉันอีกสิ ยังไงฉันมันก็แค่ตัวน่ารำคาญสำหรับนายอยู่แล้วนี่ จะตบตียังไงก็เชิญ หรือจะฆ่าฉันเลยก็ได้ นายจะได้ไม่ต้องรำคาญอีกไง" ฉันตะโกนใส่เขาเป็นชุดด้วยน้ำตาที่นองหน้า ส่วนเคียวก็ได้แต่ยืนตะลึง ทำหน้าเหมือนถูกผีหลอก

"ถ้านายไม่กล้าล่ะก็ ฉันลงมือเองก็ได้............" พูดจบฉันก็คว้ามีดพกของมุรามาสะซังขึ้นมา ตั้งท่าจะแทงคอตัวเอง แต่เคียวก็คว้าแขนของฉันไว้และบิดจนมีดหลุดจากมือ จากนั้น............เขาก็ทำในสิ่งที่ฉันไม่อยากจะเชื่อ เขาคว้าร่างของฉันไปกอดไว้แนบอก ใบหน้าของเขาซบอยู่กับไหล่ของฉัน ที่น่าตกใจมากไปกว่านั้น ฉันรู้สึกได้ถึงหยดน้ำอันร้อนผ่าวที่กำลังหยดลงบนไหล่ พร้อมกับเสียงสะอื้นไห้และร่างของเคียวที่กำลังสั่นเบาๆตามแรงสะอื้นนั้น...........

"เจ้าน่ะหยุดซะทีเถอะ อย่าเจ็บปวดเพราะข้าอีกเลยนะ" เขาพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ มันทำให้ฉันรู้สึกประหลาดใจ คนที่ถูกเรียกว่า"ยักษ์"อย่างตานี่ร้องไห้เพราะฉันงั้นเหรอ........ ถึงแม้จะประหลาดใจยังไงก็ตามแต่ด้วยอารมณ์โมโหและความน้อยใจที่ยังมีเหลืออยู่ ฉันดิ้นรนเพื่อให้หลุดจากอ้อมแขนของเขา แต่นั่นกลับทำให้เคียวกระชับวงแขนแน่นขึ้นอีก ราวกับว่าไม่อยากจะให้ฉันหนีไปไหน......................

"ปล่อยฉันนะเคียว นี่นายจะทำอะไรของนายน่ะ!...." "เจ้า.....อย่าไปเลยนะ ข้าเหลือเจ้าเพียงคนเดียวในโลกแล้ว อย่าทิ้งข้าไปนะ......" เคียวพูดปนสะอื้นราวกับเด็กๆที่กำลังร้องไห้
"นายมีสิทธิ์อะไรมาห้ามฉันเคียว ฉันไม่ใช่ของเล่นของนายนะ ถ้าฉันอยากไปฉันก็จะไป อย่ามาห้ามฉันเลย" พอฉันพูดจบ เคียวก็ยิ่งกระชับวงแขนที่กอดฉันแน่นขึ้น พร้อมกับพูดประโยคที่ฉันไม่คิดว่าจะได้ยินจากชายคนนี้...........

"ข้า......ข้ารักเจ้านะยูยะ.........อยู่กับข้านะอย่าไปไหนเลย" พูดจบเคียวก็ดันตัวของฉันออกห่างพร้อมกับจ้องหน้าฉันด้วยตาสีทับทิมคู่นั้น ซึ่งบัดนี้กำลังเอ่อท้นไปด้วยน้ำตา เหมือนกับพยายามจะถ่ายทอดความรู้สึกให้ฉันได้รับรู้

+++ บันทึกของชีนะ ยูยะ : ตอนที่ 2 +++


วันที่ 12 เดือน 5 :....................(ต่อ)




"เคียว.....นี่.....นี่นาย...นายพูดว่าไงนะ" ฉันถามเหมือนไม่เชื่อหูตัวเอง "ข้าบอกว่าข้ารักเจ้าไงล่ะ ยูยะ" เคียวย้ำมาอีกครั้ง พร้อมกับค่อยๆยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนฉันสัมผัสได้ถึงลมหายใจอันร้อนผ่าว ฉันยืนนิ่งเหมือนต้องมนต์สะกด ตาทั้งสองปิดสนิท ในห้วงเวลาที่เหมือนความฝันนั้น ฉันรู้สึกได้ถึงริมฝีปากอุ่นๆของเคียวที่จุมพิตอย่างแผ่วเบาตรงหน้าผากของฉัน ละเรื่อยมาถึงปลายจมูก และประทับนิ่งสนิทอยู่ที่ริมฝีปากของฉัน...................

ผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ แต่พอรู้สึกตัวอีกทีก็พบว่า ฉันกำลังซุกหน้าอยู่กับแผงอกของเคียว โดยเจ้าตัวก็กำลังโอบกอดฉันเอาไว้อย่างแผ่วเบา พร้อมกับลูบผมของฉันอย่างทนุถนอม
"เคียว.....นายพูดจริงๆเหรอ ที่บอกว่ารักฉันน่ะ" "จริงสิ.....ทำไมจะไม่จริง หรือเจ้าไม่เชื่อคำพูดข้า" เคียวพูดพลางใช้สองมือประคองใบหน้าของฉันให้เงยขึ้นสบตา
"ก็.......นายไม่เคยแสดงออกเลยนี่ว่ารู้สึกอย่างงั้นกับฉัน เอาแต่ลวนลามบ้าง บ่นนู่นบ่นนี่บ้าง ที่สำคัญ นายไม่เคยเรียกชื่อฉันเลยนะ เอาแต่เรียกยัยผู้หญิง หรือไม่ก็ยัยหน้าย่น แล้วจู่ๆก็มาบอกรักฉันอย่างเงี้ย จะให้ฉันเชื่อเหรอ" พอพูดจบฉันก็เห็นรอยยิ้มปรากฎขึ้นบนหน้าของเคียว มันไม่ใช่รอยยิ้มเหี้ยมๆแบบที่ฉันเคยเห็น หรือรอยยิ้มแบบเยาะๆที่เคียวชอบทำ แต่มันเป็นรอยยิ้มที่แสนจะอ่อนโยนจนน่าหลงไหล.......

จากนั้นเคียวก็จูงมือฉันไปยังริมหน้าต่างที่เขานั่งอยู่เมื่อครู่นี้ ก่อนจะนั่งลงและดึงฉันลงไปนั่งตักพร้อมกับโอบกอดฉันเอาไว้อย่างหลวมๆ ฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงยอมโอนอ่อนตามเขาอย่างนี้ จะเป็นเพราะคำบอกรักเมื่อกี้เหรอ?......... หรือจะเป็นเพราะความรู้สึกจากอ้อมกอดของเคียว นานเท่าไหร่แล้วนะที่ฉันไม่ได้รู้สึกถึงอ้อมกอดอันแสนอบอุ่นและอ่อนโยนนี้ คนสุดท้ายที่ทำให้ฉันรู้สึกอย่างนี้ก็คือพี่โนโซมุ แต่ตอนนี้เขาก็ไม่อยู่แล้ว...............

"ยูยะ........" เสียงเรียกของเคียวปลุกฉันให้ตื่นจากภวังค์ โดยคนเรียกก็กำลังเอาคางเกยไหล่ของฉันอยู่พร้อมกับมือข้างหนึ่งกำลังเขี่ยปอยผมของฉันเล่น.............
"เมื่อกี้เจ็บมากหรือเปล่ายูยะ...." เขาถามพลางใช้ปลายจมูกคลึงเบาๆบริเวณแก้มที่ถูกตบ
"เจ็บสิทำไมจะไม่เจ็บ มือนายหนักจะตาย นี่ฉันยังหูอื้ออยู่เลยเนี่ย" "ข้าขอโทษ เมื่อกี้ข้าไม่ได้ตั้งจริงๆ ยกโทษให้ข้านะ........" เขาพูดด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน "จะบ้าเหรอ อยู่ๆก็มาตบกันอย่างงี้ แล้วจะให้ยกโทษให้ง่ายๆได้ไงล่ะ" ฉันแกล้งพูดด้วยน้ำเสียงโกรธๆ เขาสีหน้าเจื่อนลงนิดหนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบไหเหล้าขึ้นมารินใส่จอกส่งให้ฉัน..................

"อะไร...นี่นายจะมอมเหล้าฉันเหรอเคียว" "เปล่า......ข้าแค่อยากจะให้เจ้าดื่มเป็นเพื่อนข้าแค่นั้นเอง" เคียวพูดพร้อมกับส่งจอกเหล้ามาให้ฉัน ฉันรับมาดื่มอย่างว่าง่าย หลังจากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก...........

"เคียว........." ฉันเรียกชื่อเขาหลังจากเห็นเขาเงียบอยู่นาน "มีอะไรเหรอยูยะ....." เขาถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ดวงตาคู่งามสีทับทิมนั้นจับจ้องมาที่ฉัน "นายรู้สึก....เอ่อ......รักฉันตั้งแต่เมื่อไหร่กัน" คำถามของฉันทำให้เขาถึงกับหน้าแดงก่ำ ไม่รู้ว่าเพราะเหล้าหรือว่าเพราะความอายกันแน่.............

"ข้าก็ไม่รู้สิว่าเริ่มรักเจ้าตั้งแต่เมื่อไหร่ อาจจะตั้งแต่ที่เราพบกันครั้งแรกก็ได้ เจ้าจำได้หรือเปล่า ตอนที่ข้าจัดการกับพวกพี่น้องบันโทจิน่ะ" เคียวถาม
"จำได้สิ ตอนนั้นข้ากลัวเจ้ามากเลยนะ เจ้าฆ่าคนเป็นสิบๆคนอย่างสนุกสนาน แถมยังจัดการกับพี่น้องนั่นในพริบตาอีก........" "แล้วหลังจากนั้นล่ะ จำได้มั้ยว่าเจ้าทำยังไงกับข้า"
"ทำไมจะจำไม่ได้ล่ะ นายบังคับให้ฉันคุกเข่าขอชีวิต แต่ฉันไม่ยอมแถมยังเอาหัวกระแทกคางนายอีก ตอนนั้นท่าทางนายตกใจมากเลยรู้มั้ย" "แน่นอนสิ ไม่เคยมีใครทำอย่างนั้นกับข้าเลยรู้มั้ย พึ่งมีเจ้าเป็นคนแรกนี่แหละ ตอนนั้นข้าเจ็บแทบตาย เกือบเผลอกัดลิ้นตัวเองแล้วรู้มั้ย" พูดจบเคียวก็หัวเราะออกมาเบาๆ ทำให้ฉันพลอยหัวเราะตามไปด้วย

"แล้วหลังจากนั้นล่ะ นายติดใจอะไรฉันอีก" ฉันถามต่อ "ไม่รู้สิ แต่ข้ารู้ว่าหลังจากที่เราเจอกันวันแรก ข้าก็รู้สึกผูกพันกับเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ รู้สึกเจ็บปวดทุกครั้งที่เจ้าถูกทำร้าย รู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งเวลาที่เจ้าอยู่ใกล้ผู้ชายคนอื่น................."

พอเคียวพูดถึงตอนนี้ ฉันก็ได้ยินเสียงเพลงๆหนึ่งดังแว่วมา ตอนแรกฉันก็ไม่ได้สนใจนักหรอก แต่พอได้ยินเนื้อเพลงถนัดๆฉันถึงกับกลั้นหัวเราะแทบตาย ก็เนื้อเพลงนั่นมันช่างเหมือนกับเคียวตอนนี้เลยน่ะสิ เพลงนั้นร้องว่าไงน่ะเหรอ.......อืมมมม.........ถ้าฉันจำไม่ผิดล่ะก็......เนื้อเพลงเขาจะว่าอย่างงี้นะ...........

"...ก็ถ้าไม่หวงเธอจะให้ฉันหวงใคร ฉันกลัวคนไหนมาแทนฉัน กระวนกระวายกลุ้มใจ กลัวเธอไม่รักกัน ไม่ชอบใครมาคุยมาใกล้เธอ ก็คนมันขี้หึงนิดหนึ่งก็คิดไกล มันคิดระแวงไปอยู่เสมอ........"

เคียวคงจะสังเกตุเห็นท่าทางกลั้นหัวเราะของฉัน เขาจึงถามมาว่า "เจ้าหัวเราะอะไรน่ะยูยะ......" ฉันยิ้มก่อนจะตอบเขาไปว่า "ไม่ยักรู้แฮะเคียว ว่านายก็แอบหึงฉันด้วย" "ก็ใช่น่ะสิ ข้าโกรธทั้งนั้นแหละ เวลาที่ผู้ชายคนอื่นเข้าใกล้เจ้าน่ะ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าบ้าโทร่า ยูคิมูระ โฮตารุ ชินเร หรือแม้แต่เจ้าซาสุเกะนั่น......." ประโยคสุดท้ายของเคียวทำเอาฉันหัวเราะกิ๊กออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ พร้อมกับทุบเบาๆที่ขาของเคียว.....

"ตาบ๊องเอ๊ย.....นี่นายหึงฉันแม้แต่กับเด็กอย่างซาสุเกะด้วยเหรอ" "ก็ไม่รู้นี่......ข้าหวงของข้านี่นา" เคียวพูดงอนๆ ก่อนจะโอบเอวข้าพร้อมกับจุมพิตเส้นผมเบาๆ "ก็ทีเจ้าล่ะ เจ้ายังหึงข้ากับผู้ชายด้วยกันได้เลยนี่ " "พูดดีๆนะยะตาเคียว....... ฉันไปแสดงท่าทางหึงนายตอนไหนไม่ทราบ" "เจ้าลืมแล้วเหรอ ตอนที่เจ้ารู้เรื่องสัญญาของข้ากับอาคาริไง ตอนนั้นน่ะเจ้าอาละวาดแทบตาย เจ้าบงเกือบจับไม่อยู่แน่ะ....."

"ตาบ้า...ยังจะอุตส่าห์จำได้อีก" ฉันตอบอุบอิบๆ พร้อมกับขว้างค้อนให้เคียววงเบ้อเริ่ม "แล้วชินเรล่ะมาเกี่ยวอะไรด้วย ข้าแทบไม่เคยเข้าใกล้เขาเลยนะ" "อะไรกัน เจ้านี่ขี้ลืมจังเลย จำไม่ได้เหรอตอนที่เจ้านั่นถ่ายมังกรวารีให้เจ้าน่ะ มัน....มันบังอาจขโมยจูบเจ้า......." เคียวพูดด้วยน้ำเสียงเคียดแค้น......

พอได้ยินเคียวพูดถึงมังกรวารี ฉันก็รู้สึกว่าหัวใจเต้นแรง จนต้องยกมือขึ้นมากุมไว้ที่หน้าอก ใช่แล้ว........ฉันยังคงจำความรู้สึกนั้นได้ดี ความทรมานจากการที่มังกรวารีบีบรัดหัวใจของฉัน ความรู้สึกตอนที่มันกำลังจะทะลวงอกของฉันออกมา ฉันไม่มีวันลืมความทุกข์ทรมานในครั้งนั้นไปจนชั่วชีวิต................................

"คิดถึงตอนนั้นอยู่เหรอยูยะ........" เคียวถามเบาๆ เขาคงสังเกตุท่าทางทรมานของฉันออก "อืม.....ใช่" ฉันตอบไปสั้นๆ "เจ้ารู้มั้ยยูยะ ตอนนั้นน่ะข้าทรมานแค่ไหน ตั้งแต่เจ้าถูกถ่ายมังกรนั่นเข้าไปในร่าง ข้าก็กระวนกระวายพออยู่แล้ว ยิ่งตอนที่มันกำลังจะทะลวงอกเจ้าออกมาน่ะ ข้าแทบจะเป็นบ้าเลยรู้มั้ย............" พูดจบเคียวก็ดันหัวของฉันให้ซบลงกับไหล่ของเขา ก่อนจะพูดเบาๆที่ข้างหูของฉัน........

"ดังนั้นนะยูยะ เจ้าสัญญากับข้าสิ ว่าจะไม่เอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงอีก อย่าเจ็บปวดเพราะข้าอีก สัญญาได้มั้ย?........" คำพูดของเคียวทำให้ฉันรู้สึกอิ่มเอิบใจอย่างบอกไม่ถูก.......เขาเป็นห่วงฉันเหมือนกันเหรอเนี่ย ฉันนึกว่ามีแต่ฉันเท่านั้นที่....................

"ยูยะ....เจ้าว่าไงล่ะ....สัญญากับข้าสิ" เคียวกระตุ้นเตือนมา ฉันเอนหัวลงซบกับอกของเขา ก่อนจะตอบเบาๆว่า "ฉันสัญญาค่ะ.......พ่อยักษ์ของฉัน...." "จริงๆเหรอ......ต้องอย่างนี้สิยายหน้าย่นของข้า" เคียวพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ก่อนจะหอมแก้มฉันฟอดใหญ่...................

จากนั้นเราทั้งสองคนก็พูดคุยกันสารพัดเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเดินทางที่ผ่านมา เรื่องของจตุรเทพแต่ละคน จนสุดท้ายฉันก็ผลอยหลับไปโดยที่หูยังแว่วเสียงเจื้อยแจ้วของเคียวอยู่.................
+++ บันทึกของชีนะ ยูยะ : ตอนที่ 3 +++

วันที่ 13 เดือน 5 :....................



รุ่งเช้า......ฉันรู้สึกตัวขึ้นมาด้วยความรู้สึกสดชื่นแจ่มใสไม่รู้ว่าเป็นเพราะอากาศยามเช้าหรือเพราะเรื่องเมื่อคืนกันแน่.....


"ตื่นแล้วเหรอ....ยูยะ" เสียงนุ่มนวลคุ้นหูถามมา มันให้ฉันหายงัวเงียเป็นปลิดทิ้ง ใช่แล้ว....เมื่อคืนฉันผลอยหลับไปตอนคุยกับเคียวนี่นา..........
หลังจากตาสว่างแล้วฉันถึงได้รู้ว่าเมื่อคืนนี้ฉันนอนหลับอยู่กับตักของเขาทั้งคืน ส่วนเจ้าตัวนั้นก็ตื่นนานแล้วแต่ก็ยังปล่อยให้ฉันหลับอยู่........

"ทำไมนายไม่ปลุกฉันล่ะเคียว" ฉันถามหลังจากลุกขึ้นนั่งแล้ว "ก็.......ข้าอยากให้เจ้านอนให้เต็มที่นี่ อีกอย่าง........." เคียวพูดพร้อมกับใช้นิ้วเขี่ยปลายจมูกของฉันเล่น "อีกอย่าง.......หน้าเจ้าตอนนอนมันน่ารักดี ข้าเลยไม่อยากปลุก" "ตาบ้า....ปากหวานแต่เช้าเลยนะ" ฉันตีแขนของเคียวเบาๆ เขาคว้าร่างของฉันไปกอดไว้พร้อมกับกระซิบเบาๆที่ข้างหู "ใครว่าข้าปากหวานกันล่ะ ตอนเจ้านอนมันน่ารักจริงๆนี่ เมื่อคืนข้ายังแอบทำอย่างงี้ตั้งหลายครั้งแน่ะ....." พูดจบเคียวก็หอมแก้มฉันฟอดหนึ่ง "เคียว........นี่นาย..... มิน่าล่ะแก้มฉันเหม็นเหล้าหมดเลย" ฉันโวยYขึ้นพร้อมกับผลักร่างของเคียวให้ห่างออกไป "ปล่อยฉันก่อนสิ ฉันจะไปล้างหน้า......."

"งั้นข้าไปด้วย....." เคียวพูดยิ้มๆ ก่อนจะฉุดฉันให้ลุกขึ้นยืน ก่อนจะจูงมือฉันเดินไปที่ประตู ซึ่งฉันก็เดินตามไปอย่างว่าง่าย ไม่ต่างอะไรกับพี่จูงน้อง..........
(แอบไปดูอายุของทั้งสองคน เคียว 28 ยูยะ 16 เอ่อ....น้องยูยะจ๊ะ มันไม่ใช่พี่กับน้องแล้วนา....มันน้ากับหลานเลยนะนั่น..

)
แต่ยังไม่ทันออกไปจากห้อง อากิระซังก็เปิดประตูเข้ามาพร้อมกับพูดว่า "เคียวซัง.........ข้า....." เขาพูดยังไม่ทันจบประโยคก็นิ่งเงียบไป เมื่อเห็นเคียวกำลังจูงมือฉันอยู่ มือทั้งสองข้างของอากิระกำแน่น หยาดน้ำใสๆไหลออกมาจากตาทั้งสองข้าง ตอนนั้นเองฉันก็ได้ยินเสียงเพลงแว่วมาจากชั้นล่างของที่พัก......

"ต่อหน้าฉันเธอทำอย่างนั้นได้อย่างไร หาาาา.... เห็นหรือเปล่า เห็นน้ำตา เวลาที่เธออยู่กับใคร ต่อหน้าฉันเธอทำอย่างนั้นได้อย่างไร ห๊าาาาาาา......... หรือเธอกำลังฆ่ากันช้าๆ หรือเธอนั้นลืมไปแล้วว่าเรารักกัน........

"ยูยะ....." เคียวเรียกชื่อฉันเบาๆ "เดี๋ยวเจ้าออกไปรอข้างนอกนะ ข้ามีเรื่องต้องคุยกับอากิระหน่อย" "เอ่อ.......ค่ะ" ฉันรับคำก่อนจะเดินออกมาจากห้อง...........

หลังจากออกมาแล้วฉันก็ได้แต่เดินวนเวียนอยู่แถวหน้าห้องด้วยความรู้สึกสับสน ที่ฉันเห็นเมื่อกี้นี้มันอะไรกัน อากิระซังร้องไห้....... ทำไมต้องร้องไห้ด้วย........ แล้วเคียวคุยอะไรกับอากิระกัน.............. ขณะที่ฉันกำลังคิดหาเหตุผลอยู่นั้นเอง ฉันก็ได้ยินเสียงสะอื้นเบาๆดังออกมาจากในห้อง ด้วยความอยากรู้อยากเห็นฉันเลยแอบย่องไปที่ประตู และแอบมองผ่านช่องประตูเข้าไป ภาพที่ฉันเห็นก็คือ............ อากิระซังกำลังกอดเอวของเคียวไว้ ใบหน้าซบอยู่กับอกของเคียว พร้อมกับสะอื้นฮั่กๆอยู่..............

"ทำไมกัน........เคียวซัง.........ทำไมถึงไม่ใช่ข้า" อากิระพูดทั้งน้ำตา "ทำไมท่านถึงเลือกยูยะซัง ท่าน.....ท่านลืมเรื่องของเราแล้วงั้นเหรอ.........."
"อากิระ......." เคียวพูดเบาๆพร้อมกับประคองใบหน้าของอากิระขึ้นมา "เจ้าตัดใจซะเถอะ เรื่องของเราสองคนน่ะ มันเป็นอดีตไปแล้ว ตอนนี้ในใจของข้ามีเพียงยูยะเท่านั้น ข้า.....ข้าขอโทษ" คำพูดของเคียวทำให้อากิระถึงกับสะอึก เคียวดันร่างของอากิระออกห่าง พร้อมกับพูดเรียบๆว่า "เจ้าไปเถอะ เดี๋ยวใครจะมาเห็นเข้า....." อากิระหัวเราะด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน ก่อนจะพูดด้วยเสียงสั่นเครือว่า "ใครคนนั้นของท่านน่ะ คือยูยะซังใช่มั้ย.......ท่านห่วงความรู้สึกของนางมากกว่าข้าใช่มั้ยเคียว" "ใช่" เคียวตอบห้วนๆ.............

คำตอบของเคียวทำให้อากิระผงะ เขาถอยหลังออกมาสองก้าว ก่อนจะหันหลังวิ่งมาที่ประตูและเปิดพรวดออก โดยที่ฉันยังแอบดูอยู่ ทันทีที่อากิระซังเห็นฉันเขาก็วิ่งร้องไห้ออกไปทันที............
"เฮ้!......อากิระ เป็นอะไรน่ะ" โทร่าซึ่งเดินผ่านมาร้องถามขึ้นเมื่อเห็นอากิระซังวิ่งร้องไห้น้ำตาไหลพรากสวนไป "ยูยะซัง......อากิระเป็นอะไรไปน่ะ" โทร่าถาม ฉันได้แต่ส่ายหน้า เมื่อเห็นว่าฉันไม่มีคำตอบให้ โทร่าก็วิ่งตามอากิระออกไป...........

ขณะที่ฉันกำลังยืนตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นนั่นเอง เคียวก็เปิดประตูออกมา "เอาล่ะ ยูยะเราไปกันเถอะ" เขาจับมือฉันไว้แล้วพูดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ฉันยังคงยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น "ยูยะ.....เจ้าเป็นอะไรน่ะ" เคียวถาม "เคียว.......ฉัน" ฉันพยายามถามเขาอย่างยากเย็น "ฉันไม่ได้มาแทรกระหว่างนายกับอากิระใช่มั้ย......."

เหมือนฟ้าผ่าโดยไม่มีเมฆฝน เคียวยืนตะลึง ใบหน้าอาบไปด้วยความตื่นตระหนก "เจ้า.......เจ้ารู้ได้ยังไง" เขาถามเสียงแหบๆ "ฉันได้ยินที่นายกับอากิระคุยกันหมดแล้ว ถ้าฉันมาแทรกกลางจริงๆ..... ฉัน.......ฉันจะเป็นฝ่ายไปเองนะเคียว" พอฉันพูดจบเคียวก็รวบตัวฉันไปกอดไว้แนบอก พูดเสียงระล่ำระลัก "ไม่นะยูยะ ข้าบอกแล้วไง ข้าเหลือเจ้าเพียงคนเดียวแล้ว อย่าทิ้งข้าไปนะ" "แต่.......อากิระซังเขา......" ฉันพูดได้แค่นั้นก็ต้องนิ่งไป เพราะรู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรมาจุกอยู่ที่อก "อย่าพูดถึงอากิระได้มั้ย........ ที่นี่.... ตรงนี้...... มีแค่เจ้ากับข้าเท่านั้นคนอื่นไม่เกี่ยว" เคียวพูดเกือบเป็นตะโกน น้ำตาของเขาเริ่มไหลออกมาอีกครั้ง

"แต่........." "ถ้าเจ้าห่วงอากิระนักล่ะก็ มาดูนี่สิ........." เคียวพูดพร้อมกับจูงมือฉันมาที่หน้าต่าง แล้วชี้ให้ฉันดูในสวนข้างล่าง ภาพที่ฉันเห็นก็คือ........... โทร่ากับอากิระนั่งอยู่เคียงข้างกัน หัวของอากิระซังซบอยู่กับไหล่ของโทร่า ส่วนโทร่าเองก็ซับน้ำตาให้อากิระ ทั้งสองคนทำท่าเหมือนพูดคุยอะไรกันอยู่ และแล้วฉันก็เห็น.........โทร่าก้มลงหอมแก้มอากิระฟอดนึง อากิระซังไม่ได้มีท่าทีขัดขืนกลับทำท่าเอียงอายเหมือนกับสาวๆ..............

(คนแต่งขอเวลา 30 วินาที..........



)

"เป็นไงยูยะ....เจ้าคงไม่ต้องห่วงอากิระแล้วนะ" เคียวพูดปนยิ้ม "อะ....อืม เราไปกันเถอะเคียว ฉันยังไม่ได้ล้างหน้าเลย" ฉันตอบอย่างอายๆ "เดี๋ยวสิ ยูยะ" เคียวดึงมือฉันไว้ "เมื่อกี้เจ้าบอกว่าแอบฟังข้ากับอากิระคุยกันใช่มั้ย ถ้างั้น.......ข้าควรลงโทษเจ้ายังไงดีน้า........" เคียวพูดยิ้มๆ "บ้า.........." ฉันตอบสั้นๆก่อนจะเดินจากมา แต่เคียวก็เดินตามมาจับมือฉันไว้ แล้วจูงมือฉันเดินไปพร้อมๆกับเขา..............

+++ บันทึกของชีนะ ยูยะ : ตอนที่ 4 +++

วันที่ 16 เดือน 5 :....................



วันนี้.....พวกเราทุกคนมาประชุมกันเพื่อคุยถึงเรื่องอนาคตว่าจะทำยังไงต่อไป ในเมื่อศัตรูอันดับหนึ่งของเราคือตระกูลมิบุได้ล่มสลายไปแล้ว พวกเราใช้ห้องของบงซังเป็นที่ประชุม แต่ดูท่าว่าจะไม่มีใครสนใจการประชุมเลย ชินเรกับโฮตารุก็เอาแต่คุยกันเรื่องจะปลูกบ้านอยู่ด้วยกัน โทร่าก็มัวแต่กระหนุงกระหนิงกับอากิระ ส่วนตาเคียวก็เอาแต่หยอกล้อฉันอยู่นั่นแหละ.........

"นี่พวกเจ้าสามคู่นั่นน่ะ สนใจหน่อยได้มั้ย เรื่องสำคัญนะนี่" บงซังพูดอย่างฉุนๆโดยมีโทคิโตะนั่งสงบเสงี่ยมอยู่ข้างหลัง
"ตามความคิดข้านะ คนอื่นๆคงไม่มีปัญหาอะไรหรอก เพราะต่างก็ไม่มีพันธะอะไรกันอยู่แล้ว แต่เคียวนี่สิ........ ท่านยังมีค่าหัวอยู่ตั้งล้านเรียวไม่ใช่เหรอ" อาคาริออกความเห็นมา ซึ่งก็ไม่มีใครคัดค้าน
"เอาอย่างงี้มั้ยเคียวซัง" โทร่าเสนอ "พวกเราไปพบพ่อข้าด้วยกัน เจรจาให้เขายกเลิกค่าหัวเคียวซังซะ เชื่อว่าพ่อต้องยอมแน่ เพราะตอนนี้ท่านไม่คิดจะครองแผ่นดินแล้วไม่ใช่เหรอ"
"แผ่นดินอะไรข้าไม่สนใจแล้วล่ะตอนนี้ ขอเพียงยูยะอยู่ใกล้ๆข้าก็พอแล้ว" เคียวพูดพร้อมกับกอดฉันไว้

"งั้นเอาตามนี้เลยล่ะกัน พรุ่งนี้เราไปหาเจ้าพ่อบ้านั่นด้วยกัน ข้าก็มีเรื่องต้องคุยกับเขาด้วย" โทร่าพูดพร้อมกับหันไปส่งสายตาหวานซึ้งให้อากิระ ( 5 วินาที.........

)

วันรุ่งขึ้น พวกเราเดินทางไปยังปราสาทของอิเอยาสึเพื่อเจรจาเรื่องของเคียว แต่กว่าจะได้พบก็วุ่นวายพอดู เพราะทันทีที่เหยียบเข้าเขตปราสาท พวกนินจาทั้งหลายก็ดาหน้าออกมาต้อนรับกันเต็มไปหมด ขณะที่กำลังจะนองเลือดนั่นเอง โทร่าก็แสดงตัวขึ้นพร้อมกับสั่งพวกนั้นให้ถอยไป ซึ่งนินจาเหล่านั้นก็ทำตามแต่โดยดี ไม่นานนักสาวใช้คนหนึ่งก็มาบอกว่าให้เราไปรอที่เรือนรับรองแล้วสักพักท่านอิเอยาสึจะมาพบ

เรารอที่เรือนรับรองไม่นานอิเอยาสึก็มา ประโยคแรกที่พ่อลูกคู่นี้ทักทายกันออกจะดูห่างเหินสักหน่อย
"ว่าไงเจ้าลูกเสเพล ลมอะไรพัดมาล่ะ ถึงได้ยอมมาหาข้าถึงนี่" อิเอยาสึเปิดฉาก
"ที่จริงข้าก็ไม่อยากมาหรอกนะ แต่เพราะมีเรื่องจะคุยกับท่านต่างหาก" โทร่าสวน


และแล้วโทร่าก็อธิบายถึงสาเหตุที่เรามาที่นี่ ตลอดเวลาอิเอยาสึรับฟังด้วยอาการสงบ จนโทร่าพูดจบเขาก็พูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆว่า
"อืม...เข้าใจล่ะ ตอนนี้ศัตรูที่เหลือจริงๆของข้า ก็คงมีแต่เจ้าใช่มั้ยบงเท็นมารุ ไม่สิ....ต้องเรียกว่าดาเตะ มาซามุเนะถึงจะถูก" อิเอยาสึพูดพลางส่งสายตาเยียบเย็นให้กับบงซัง
"หึๆ..ก็ใช่ แล้วเจ้าจะเอาไงล่ะ จะยอมยกเลิกค่าหัวเคียวซังมั้ย" อิเอยาสึนิ่งเงียบ เขาหันไปซุบซิบอะไรบางอย่างกับสาวใช้ ก่อนที่เธอคนนั้นจะเดินออกจากห้องไป

"ชีนะ ยูยะ" เขาหันมาเรียกชื่อฉันเบาๆ ทำเอาฉันสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ "อืม....หน้าตาน่ารักดี ไม่คิดจะมาเป็นสนมของข้าเหรอ" อิเอยาสึพูดด้วยเสียงที่ฟังไม่ออกว่าเล่นหรือจริง แต่ทำเอาเคียวโกรธจนหน้าเขียว เขาลุกขึ้นตวาดเสียงลั่นพร้อมกับชักดาบออกมา "ไอ้แก่....มันจะมากไปแล้วนะ..." "หึๆๆ อย่ากังวลไปเลยเคียว นัยน์ตายักษ์ ข้ามีสนมเยอะแยะแล้ว ข้าไม่มาแย่งผู้หญิงของเจ้าหรอกน่า" อิเอยาสึพูดอย่างขบขันเมื่อเห็นท่าทางของเคียว

ไม่นานนักสาวใช้คนเดิมก็กลับเข้ามา "ของที่สั่งได้แล้วเจ้าค่ะนายท่าน" เธอรายงาน "เอาเข้ามาที่นี่เลย" อิเอยาสึสั่ง ไม่นานนักพวกคนใช้ 3 - 4 คนก็ช่วยกันยกของสิ่งหนึ่งเข้ามา มันถูกคลุมเอาไว้ด้วยผ้าผืนใหญ่ "นี่เจ้าจะเล่นอะไรเนี่ย" เคียวถาม "ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่ของเล็กน้อยให้แม่หนูยูยะแค่นั้นเอง" อิเอยาสึพูดพร้อมกับให้สัญญาณ พวกคนใช้ก็ดึงผ้าคลุมออก สิ่งที่อยู่ใต้ผ้าคลุมนั้นก็คือ................

เงินสดๆ 1 ล้านเรียว............



"นี่เป็นรางวัลสำหรับการจับกุมเคียวนัยน์ตายักษ์ยังไงล่ะ" อิเอยาสึพูดมาเบาๆ เมื่อเห็นพวกเรางงเป็นไก่ตาแตก

"ส่วนเรื่องการควบคุมตัวนั้น คงต้องแล้วแต่เจ้าแล้วล่ะนะยูยะ ว่าจะพาเจ้าเคียวนี่ไปอยู่ที่ไหนดี" คำพูดของอิเอยาสึทำให้ฉันหัวใจพองโต นี่หมายความว่า..เขายอมปล่อยเคียวแล้วใช่มั้ยนี่ ขณะที่กำลังงงๆอยู่นั้นเองฉันก้รู้สึกถึงวงแขนอบอุ่นของเคียวที่โอบกอดฉันไว้ เมื่อหันกลับไปดูก้พบกับสายตาอ่อนโยนของเคียวที่กำลังจับจ้องมาที่ฉัน "ยูยะ.....เราจะได้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขซะทีนะ" เขากระซิบที่ข้างหูพร้อมกับลูบผมของฉันเบาๆ ฉันเองก็โอบกอดเคียวไว้ราวกับจะถ่ายทอดความรู้สึกของฉันให้เขาได้รับรู้..............

+++ บันทึกของชีนะ ยูยะ : ตอนที่ 4 +++(ต่อ)


"เอาล่ะ........เสร็จธุระของเจ้าแล้วใช่มั้ยเจ้าลูกเสเพล" เสียงอิเอยาสึดังขึ้น ทำให้ทั้งฉันและเคียวต้องหันกลับไปสนใจเขาอีกครั้ง
"ยังหรอกท่านพ่อ ข้าเรื่องสำคัญจะต้องบอกท่านอีกเรื่อง" โทร่าพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
"เอ้า.....มีอะไรก็รีบพูดมา ข้าไม่ชอบอ้อมค้อมนัก" อิเอยาสึกระตุ้น "เอ่อ......คือ........ข้ากำลังจะแต่งงานน่ะท่านพ่อ" โทร่าพูดอย่างลำบากยากเย็น

"ฮ่าๆๆ......อะไรกัน คนเสเพลอย่างเจ้านี่ยังคิดจะแต่งงานด้วยเหรอ เอาล่ะ.....ลูกสาวบ้านไหนล่ะ บอกข้ามาซิ ข้าจะจัดพิธีแต่งงานให้" อิเอยาสึพูดเสียงดังด้วยความยินดี "พูดจริงๆเหรอท่านพ่อ....."โทร่าร้องอย่างตื่นเต้น "เออสิ......ถึงแม้เจ้าจะเสเพลยังไง ก็ได้ชื่อว่าเป็นคนตระกูลโตกุกาว่า จะแต่งงานทั้งทีมันต้องยิ่งใหญ่หน่อย เอ้าบอกมาสิ...เจ้าสาวของเจ้าเป้นใคร" โทร่านั่งนิ่งอยู่พักหนึ่งก่อนจะหันไปจับมืออากิระพร้อมกับบอกว่า "นี่ไงท่านพ่อ เจ้าสาวของข้า............"

"เอ่อ......ข้า อากิระแห่งจตุรเทพครับ ท่านพ่อ" อากิระพูดด้วยน้ำเสียงเขินอายและใบหน้าที่แดงก่ำ (10 วินาที..............

)

ฉันเห็นอิเอยาสึนั่งนิ่งไปพักใหญ่ จนกระทั่งสาวใช้คนหนึ่งยกมือขึ้นโบกไปมาตรงหน้าเขา ในที่สุดเธอก็บอกว่า.........
"เอ่อ........ ท่านอิเอยาสึหมดสติไปแล้วเจ้าค่ะ" พอได้ยินอย่างนั้นพวกเราก็ตัดสินใจกลับออกมา เพราะรู้ว่าอยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์ ปล่อยให้พวกสาวใช้ปฐมพยาบาลอิเอยาสึกันเอง.......... (ผมเข้าใจความรู้สึกลุงอิเอยาสึครับ เป็นผมก็ช็อคเหมือนกันแหละ

- คนเขียน)

คืนนั้นเอง ขณะที่ฉันกำลังนั่งมองดวงจันทร์และคิดอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่นั่นเอง เคียวก็เดินเข้ามานั่งแปะลงข้างๆฉันพร้อมกับพูดว่า "นั่งคิดอะไรอยู่เหรอ ยูยะ ข้านั่งด้วยคนสิ" เขาพูดพลางดึงฉันไปกอดไว้ "ตาบ้า!...ยังมือไวเหมือนเดิมเลยนะ" ฉันบ่นเบาๆ แต่ก็ไม่ได้ขัดขืนอะไร "ยูยะ.... วันนี้ข้ามีความสุขที่สุดเลยรู้มั้ย ต่อไปเราไม่ต้องกังวลอะไรอีกแล้ว ค่าหัวข้าก็ถูกยกเลิก แถมเจ้ายังได้ 1 ล้านเรียวตามที่ฝันไว้อีก"

"เคียว...นี่นายหาว่าฉันงกเหรอ....." ฉันแกล้งพูดเสียงแข็งด้วยความไม่พอใจ "โธ่..ข้าแค่ล้อเล่นน่า อย่าคิดมากสิ" เคียวโอดครวญพลางจุมพิตเส้นผมของฉันอย่างแผ่วเบา "ยูยะ......." เคียวเรียกชื่อฉันพร้อมกับประคองใบหน้าของฉันให้หันมาหาเขา และประทับจุมพิตที่ริมฝีปากของฉัน "ถึงแม้ข้าจะเคยพูดไปแล้ว....แต่.....ข้าก็ยังอยากจะพูดให้เจ้าฟังอีก" เคียวกระซิบที่ข้างหูของฉัน............

"ข้ารักเจ้านะยูยะ........." "เคียว......." ฉันเรียกชื่อเขาด้วยความรู้สึกปั่นป่วน "ที่จริง.... ฉันก็มีอะไรอยากพูดกับนายเหมือนกัน"
"มีอะไรเหรอ" เคียวถามอย่างประหลาดใจ เขาจ้องหน้าฉันด้วยตาสีทับทิมคู่นั้น มันทำให้ฉันต้องหลบสายตาด้วยความเขินอาย "คือ..ฉันก็........." ฉันพูดเบาๆพอให้ได้ยินกันสองคนเท่านั้น "เจ้าจะทำไมเหรอยูยะ" เคียวถาม "ฉัน.........ฉันรัก............."

"...กรี๊ดดดดดดดดดดดด................"




เสียงกรีดร้องของชีนะ ยูยะปลุกข้าและชินเรให้ตื่นจากภวังค์ พริบตาเดียวเธอก็คว้าบันทึกนั้นไปจากมือของข้า "นี่นายสองคนมีมารยาทบ้างมั้ยเนี่ย ใครใช้ให้อ่านบันทึกของฉันยะ......." ยูยะแว๊ดใส่พวกเรา "มีอะไรเหรอยูยะ..." เคียวถามหลังจากที่เพิ่งเดินเข้ามาถึง โดยมีเด็กคนหนึ่งขี่คอเขามาด้วย เด็กคนนั้นรูปร่างหน้าตาถอดแบบเคียวมาทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นหน้าตา ทรงผม หรือแม้แต่ดวงตาสีทับทิมคู่นั้น.........

"ก็ชินเรกับโฮตารุน่ะสิแอบอ่านบันทึกของฉัน...." ยูยะฟ้อง "เฮ้อ....เจ้าสองคนนี่ นิสัยไม่ดีเลยนะ ใช่มั้ย....เคียวทาโร่" ประโยคสุดท้ายเคียวหันไปถามเด็กคนนั้นหลังจากอุ้มเขาลงมาวางที่พื้น "จริงฮับ คุณป้อ!...อาฉองคนนี้ นิฉัยไม่ดีเยย..." เด้กน้อยตอบ ทำเอาชินเรหน้าแดงก่ำด้วยความอาย "เอาล่ะ เคียวทาโร่ เดี๋ยวลูกไปเล่นข้างนอกก่อนนะ พ่อมีแขกอยู่" เคียวพูดพลางลูบหัวเด็กคนนั้นอย่างเอ็นดู "ฮับ...คุณป้อ" เด็กน้อยรับคำก่อนจะวิ่งตื๋อออกไป

"ลูกท่านน่ารักดีนะเคียว........ ไม่คิดจะมีอีกซักคนเหรอ" คำถามของข้าทำเอายูยะหน้าแดงก่ำ จนกระทั่งเคียวเป็นฝ่ายพูดออกมาว่า "ก็มีแล้วนี่ไง 2 เดือนแล้ว..." ประโยคสุดท้ายเคียวเอื้อมมือไปแตะท้องของยูยะ "ตาบ้า...." เธอพึมพำเบาๆด้วยความเขินอาย

"ว่าแต่พวกเจ้าล่ะ ไม่เจอกันตั้งนาน สบายดีมั้ย" เคียวหันมาถามพวกเรา "ก็สบายดีเคียวซัง ไม่เชื่อก็ดูโฮตารุสิ อ้วนขึ้นตั้งเยอะเห็นมั้ย" ชินเรตอบพร้อมกับเอามือตบพุงข้าเบาๆ "ฮะๆๆ นี่แปลว่าเจ้าเลี้ยงดีน่ะสิ ชินเร เออ....ว่าแต่....ทำไมข้ารู้สึกว่าผมเจ้ามันฟูขึ้นกว่าเดิมนะชินเร" คำถามของเคียวทำเอาชินเรหน้างอ ก่อนจะหันมาทางข้าและตอบคำถามของเคียวว่า.........

"ก็โฮตารุน่ะสิ ชอบขยี้ผมข้าเล่นอยู่เรื่อย มันเลยฟูอย่างงี้ไง" "ก็ผมเจ้ามันนุ่มนี่นาชินเร แถมยังหอมด้วย น่าขยี้ออกจะตายไป" พูดจบข้าก็คว้าชินเรมากอดไว้ ก่อนจะยีผมเขาเล่นด้วยความมันเขี้ยว "อ๊าาาาา เคียวดูสิ โฮตารุขยี้ผมข้าอีกแล้วอ่ะ" ชินเรร้องเสียงหลงและพยายามจับมือข้าออก แต่ข้ายิ่งกอดเขาแน่นขึ้นและยีผมเขาหนักมือขึ้นอีก

จนในที่สุด..........ทรงผมของชินเรก็ฟูฟ่องเหมือนทรงผมฟุบุกิ เป็นที่ขบขันของพวกเราสามคนยิ่งนัก แต่ชินเรกลับไม่สนุกไปด้วย เขานั่งร้องไห้กระซิกๆเป็นที่น่าสงสารยิ่งนัก สุดท้ายข้าต้องเป็นฝ่ายปลอบโยนเขาและช่วยเขาหวีผมจนกลับเป็นทรงเดิมเขาจึงหยุดร้องไห้.......

จากนั้น เราทั้งคู่ก็อยู่คุยเรื่องสัพเพเหระต่างๆกับเคียวและยูยะ จนล่วงเข้าเวลาเย็น เราสองคนจึงลาเคียวกลับมาบ้าน พอมาถึง ชินเรก็ทำท่าจะไปเตรียมอาหาร แต่ข้าดึงเขาไว้พร้อมกับบอกว่า "อย่าพิ่งเลยชินเร เราอาบน้ำกันก่อนเถอะ" ชินเรหน้าแดงก่ำ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเขินๆว่า "ไม่เอาน่าโฮตารุ ข้าไปทำกับข้าวก่อนดีกว่า" "ไม่.....ข้าอยากอาบน้ำกับเจ้านี่" ข้าพูดพลางอุ้มร่างบอบบางของชินเรขึ้นมาไว้ในวงแขน และพาไปยังห้องอาบน้ำด้วยกัน

ห้องอาบน้ำของพวกเราสร้างเป็นแบบออนเซ็น โดยล้อมรอบบ่อน้ำร้อนธรรมชาติที่เราค้นพบเอาไว้ ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องน้ำอาบ หลังจากที่เราสองคนแช่น้ำร้อนกันอยู่พักหนึ่ง ชินเรก็พูดขึ้นขณะที่ซบอยู่กับไหล่ของข้า "โฮตารุ เจ้าเคยเสียใจมั้ยที่เลือกใช้ชีวิตอยู่กับข้าอย่างนี้" คำถามของชินเรทำให้ข้าแปลกใจ "ทำไมเจ้าถามอย่างนี้ล่ะชินเร" ข้าถามพลางใช้มือลูบผมของเขา "ก็ทุกทีที่เราเข้าไปซื้อของในเมืองด้วยกัน พวกชาวบ้านต้องมองเราด้วยสายตาแปลกๆและซุบซิบนินทากันเสมอเลย ข้า....ข้ากลัวเจ้าคิดมากน่ะ"

"ข้าไม่สนใจหรอกชินเร ใครจะว่ายังไงก็ช่าง ขอเพียงมีเจ้าอยู่ใกล้ๆก็พอแล้ว" "โฮตารุ........" ชินเรพูดได้แค่นั้นก็เงียบไป ข้าเอากาละมังตักน้ำร้อนมาถือไว้ ก่อนจะพูดกับเขาว่า "เจ้าคิดมากไปแล้วนะชินเร นี่อาจทำให้เจ้าสบายใจขึ้น" พูดจบข้าก็เอาน้ำราดหัวของชินเรจนหมด เขาเสียงหลงก่อนจะผละออกห่างจากข้า "อ๊าาาา โฮตารุ แกล้งข้าอีกแล้วนะ" แล้วเขาก็คว้ากาละมังตักน้ำร้อนสาดใส่ข้าบ้าง ในที่สุดเราสองคนก็สาดน้ำเล่นกันอย่างสนุกสนาน.............

หลังสาดน้ำเล่นกันจนพอใจแล้ว เราก็ขึ้นจากน้ำ และกำลังจะแต่งตัวกลับบ้าน ขณะนั้นเป็นเวลาค่ำแล้ว แสงจันทร์คืนวันเพ็ญสาดกระทบร่างเปลือยของชินเร ขับผิวขาวผ่องของเขาให้ดูงดงามมากขึ้นไปอีก ภาพที่เห็นทำให้ข้าอดใจไม่ไหวจนต้องรวบร่างงามนั้นไว้ในวงแขน "อะ......โฮตารุ จะทำอะไรน่ะ" ชินเรร้องอย่างตกใจและพยายามดิ้นรนให้พ้นจากวงแขนของข้า "ข้าแค่อยากกอดเจ้าแค่นั้นเอง ไม่ได้เหรอชินเร" ข้าพูดพลางฝังจมูกลงบนต้นคองามระหงนั้น............

"อย่านะโฮตารุ ที่นี่ไม่ได้นะ" เขาร้องบอกด้วยใบหน้าแดงก่ำ "ชินเร....." ข้าเรียกชื่อเขาเบาๆ "ข้าไม่เคยเสียใจเลยนะที่ใช้ชีวิตอยู่กับเจ้า มันเป็นเส้นทางที่ข้าเลือก และเป็นสิ่งที่ข้าต้องการ ใครเขาจะว่ายังไงก็ช่างเขา ขอเพียงเจ้ามั่นคงในความรู้สึกของตนเอง และอย่าลืมว่า....เจ้ายังมีข้าอยู่ใกล้ๆนะ" "เจ้าพูดจริงๆนะ......" ชินเรถามเบาๆ "จริงสิ ข้าเคยโกหกเจ้าเหรอ" ข้าพูดพลางก้มลงหยิบเสื้อผ้าส่งให้ชินเร

"เจ้าแต่งตัวเถอะ เราจะได้กลับบ้านกัน บ้านของเราไง........" ชินเรยิ้มก่อนจะรับเสื้อผ้าไปสวม และเดินไปพร้อมกับข้า เราเดินจูงมือกันไว้ตลอดทางเพื่อถ่ายทอดความรู้สึกและความอบอุ่นให้กัน และเป็นเครื่องยืนยันว่าเราจะอยู่เคียงข้างกันตลอดไป ไม่ว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไรก็ตาม.............................


"....และฉันจะจับมือเธอเอาไว้ ให้เธอได้รู้สึก ว่าเราไม่เคยห่างกัน แม้ในความฝัน ให้เธอรู้ว่ามีฉันที่อยู่ตรงนี้..........."

มะ....เมี้ยว..........

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
อ่านเเล้วนึกภาพตามไปก็สนุกดีฮ่ะ^^
#1  by  mik_cos At 2006-05-21 11:21, 
โฮ่ มันจะเกินไปหน่อยมั้ย ยูยะจัง
อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกก เกินไปจริงๆ สำหรับคนชอบ อากิระแล้ว มันไม่เกินไปหน่อยหรอ ถึงอากิระซังของฉัน(อ๊ะ ไม่อายปาก)จะหน้าอ่อนเป็นมะพร้าวก็เหอะ ถามทีเหอะเธอเป็นเลสเบี้ยนเหรอ ถึงได้เขียนแบบเลสเบี้ยนอ่านแบบนี้ อาระซังเขาเป็นผู้ชายนะ
#2  by  ริวซากิ (124.157.228.251) At 2007-07-11 15:40, 
อยากได้รูปโฮตารุ
#3  by  - (125.26.123.35) At 2007-07-28 11:57, 
ซู้ดยอดมั่กๆ ปลื้มอ่าฮือๆๆๆฮือ ชอบbig smile
#4  by  เอิ้ก (125.27.16.3) At 2008-02-21 15:32, 
โฮตารุกับชินเร เป็นโฮโมเหรอ
หรือว่าเรายังอ่านไม่จบหว่า
#5  by  ฮานะ (58.147.35.207) At 2008-07-21 12:33, 
#6  by   (118.174.88.61) At 2009-03-23 12:42, 
fifkifjquestion embarrassed
#7  by  io (118.174.88.61) At 2009-03-23 12:43, 
อยากให้เคียวกับยูยะแต่งงานกัน big smile open-mounthed smile confused smile question surprised smile double wink double wink cry
#8  by  po (118.174.88.61) At 2009-03-23 12:45, 
open-mounthed smile
#9  by   (118.174.88.61) At 2009-03-23 12:46, 
open-mounthed smile
#10  by   (118.174.88.61) At 2009-03-23 12:48, 
อ่านแล้วสนุกมากค่ะ อ่านเรื่องเคียวหลายรอบแล้วถึงตอนที่พี่ยูยะรู้ว่ามะใช่น้องสาวแท้ร้องไห้หนูก็ร้องไห้ตามอ่านกี่รอบก็ร้องไห้ทุกรอบ จากเปิ้ลจร้า
#11  by   (58.9.69.144) At 2009-06-26 18:43, 

<< Home


มามุโร่ซัง
View full profile