ดูกันไว้ จะได้ระวังตัว ใครรู้เพิ่มเอามาต่อได้นะจ๊ะ^^ แมงมุม (Spiders) แมงมุม จัดอยู่ใน Class Arachnida, Order Araneae พบได้ทั่วโลก มีประมาณ 30,000 ชนิด แมงมุมทุกชนิดมีพิษสำหรับใช้จับเหยื่อ โดยปล่อยพิษทางเขี้ยว พิษแมงมุมที่มีพิษรุนแรงคือ แมงมุมแม่หม้ายดำ แมงมุมมีขนาดตั้งแต่ 0.3-24.0 cm ลำตัวแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนหัวและอกรวมเป็น ชิ้นเดียวกัน และส่วนท้อง ซึ่งไม่แบ่งเป็นปล้อง ด้านหน้าของส่วนท้อง ซึ่งเชื่อมต่อกับส่วนหัว และอกมีลักษณะเป็นก้านเล็กๆ มีเขี้ยวพิษ 1 คู่ ขา 4 คู่ มีอวัยวะที่ใช้หายใจ และอวัยวะสร้างใย อยู่ที่ส่วนท้อง แมงมุมแม่หม้ายดำ(Black widow spider) พบกระจายทั่วโลก ลักษณะลำตัวเป็นมัน ตัวเมียขนาดประมาณ 30-40 mm ตัวผู้ขนาด 16-20 mm มีลวดลายคล้ายรูปนาฬิกาทราย สีแดงส้มอยู่ด้านใต้ส่วนท้อง อาศัยอยู่ในบ้าน ในที่มืดอับ เฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า หลังจากผสมพันธุ์กันแล้ว ตัวผู้อาจถูกตัวเมียกิน หรือ จากไปผสมพันธุ์กับตัวเมียตัวอื่น แมงมุมตัวเมียวางไข่ได้ครั้งละ 200-750 ฟอง พิษของแมงมุมชนิดนี้จะออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท โดยเฉพาะระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ผิวหนังตาย หรือมีเลือดออกตามอวัยวะภายในต่างๆ ต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียง เช่น บริเวณ รักแร้ ขาหนีบ มีการอักเสบกดรู้สึกเจ็บได้ มีเหงื่อออก ขนลุก ความดันโลหิตสูง รอยกัดเขียวช้ำ มีจุดแดง อาการที่เฉพาะของพิษคือ อ่อนแรง สั่น ปวดกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อเกร็ง ท้องแข็ง เป็นอัมพาต ซึม และชักในรายที่แพ้พิษรุนแรง การรักษา อาการพิษของแมงมุมทำได้โดยการล้างแผลให้สะอาด ไม่ขยับแขนขาที่ถูกกัด พันด้วยผ้าพันแผล เพื่อลดการกระจายของพิษ ประคบบริเวณแผลด้วยน้ำแข็ง อาจระงับอาการปวดด้วยยาแก้ปวด ถ้าแสดงอาการรุนแรงใช้ยาต้านพิษ Lyovac ฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ ฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยัก และอาจให้ยาปฏิชีวนะในกรณีที่มีการติดเชื้อแทรกซ้อน
 แมงป่อง (Scorpions) แมงป่อง จัดอยู่ใน Class Arachnida,Order Scorpiones พบกระจายอยู่ทั่วโลก บางชนิดมีพิษไม่รุนแรง บางชนิดมีพิษรุนแรงมากทำให้ตายได้ ในประเทศไทยมีอยู่หลายชนิด ตัวใหญ่ที่สุด คือ Keterometrus longimanus พบทางภาคเหนือ แมงป่องมีรูปร่างคล้ายปู มีขนาดยาว 2-10 cm. ลำตัวประกอบด้วยส่วนหัวและอกรวมเป็น ชิ้นเดียวกัน และส่วนท้องที่ยาวและแบ่งเป็นปล้องๆ บริเวณปากมีก้ามขนาดใหญ่คล้ายก้ามปู ไว้สำหรับจับเหยื่อ ส่วนหางมี 5 ปล้อง ปลายหางยกขึ้น ปล้องสุดท้ายมีอวัยวะสำหรับใช้ต่อย และมีต่อมพิษด้วย แมงป่องออกลูกเป็นตัว ลูกแมงป่องจะอาศัยอยู่บนหลังของตัวแม่ ภายใน 2 สัปดาห์จะมีขนาดใหญ่ขึ้น และแยกออกจากตัวแม่ไปหากินอิสระ แมงป่องออกหากินในเวลากลางคืน มักพบในห้องน้ำ ครัว ผนังห้อง ท่อแอร์ ชอบที่เย็น กลางวันซุกอยู่ตามกองไม้ กองหิน และในดิน ในประเทศไทยพบไม่บ่อยนัก พิษของแมงป่องมีทั้งออกฤทธ ิ์เฉพาะที่ ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท และทำลายเม็ดเลือด พิษที่ออกฤทธิ์เฉพาะที่เกิดขึ้นหลังจากถูกต่อยแล้ว 2 ชั่วโมง โดยมีอาการปวดบวมแดง ปวดแสบปวดร้อนบริเวณที่ถูกต่อย บางครั้งจะเป็นรอยไหม้ คัน ชา มีไข้ คลื่นไส้อาเจียน ถ้าพิษเข้าสู่กระแสโลหิตจะไปมีผลต่างๆ เช่น ง่วงซึม อัมพาตบางส่วน กล้ามเนื้อเกร็ง น้ำลายไหล ชัก ความดันโลหิตสูง ปัสสาวะน้อย หัวใจเต้นเร็ว น้ำคั่งในปอด และอาจเสียชีวิตจากภาวะการหายใจล้มเหลว ระบบการไหลเวียนโลหิตล้มเหลว กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ อาการพิษจะเริ่มในเวลา 1.5 - 42 ชั่วโมงหลังจากถูกแมงป่องต่อย
การรักษา อาการพิษจากแมงป่องทำได้โดยการล้างแผลให้สะอาด ให้ยาแก้ปวด ยาแก้แพ้ ให้ยาต้านพิษ Polyvalent Antiserum แต่ไม่สามารถใช้ได้กับแมงป่องทุกชนิด ในกรณีฉุกเฉินห้ามขยับบริเวณที่ถูกต่อย ใช้ผ้าพันแผลพันไว้และประคบด้วยน้ำแข็ง อาจต้องให้ยาระงับปวดฉีดเข้าทางกล้ามเนื้อ ตะขาบ (Centipedes) ตะขาบ จัดอยู่ใน Class Chilopoda เป็นสัตว์ขาข้อที่พบได้ในเขตร้อนชื้น อาศัยอยู่บนบก ตะขาบมีขนาดความยาวของลำตัวตั้งแต่ 3 - 8 cm. ขนาดใหญ่ที่สุดคือชนิด Scolopendra heros มีความยาว 8 - 10 " ลำตัวแบนราบ มีปล้อง 15 - 100 ปล้อง แต่ละปล้องมีขา 1 คู่ ส่วนหัวแยกจากลำตัวชัดเจน มีหนวด 1 คู่ โดยมีเขี้ยวพิษ 1 คู่ ซึ่งดัดแปลงมาจากปล้องแรกของลำตัว เขี้ยวพิษเชื่อมต่อกับต่อมพิษ เมื่อกัดเหยื่อจะปล่อยพิษออกมา ทำให้เหยื่อเจ็บปวด และเป็นอัมพาต ตะขาบวางไข่ในที่ชื้นหรือต้นพืชหญ้า ใช้เวลาในการเจริญเติบโตนาน ลอกคราบ 10 ครั้ง ตัวเต็มวัยมีอายุ 3 - 5 ปี ในเวลากลางวันจะซ่อนอยู่ในที่เย็นๆ ใต้ก้อนหิน ออกหาเหยื่อในเวลากลางคืน กินแมลงเป็นอาหาร เมื่อถูกตะขาบกัดจะพบรอยเขี้ยวสองรอย ลักษณะเป็นจุดเลือดออกตรงบริเวณ ที่ถูกกัด พิษของตะขาบทำให้มีการอักเสบ ปวดบวมแดงร้อน ชา เกิดอัมพาต ตรงบริเวณที่ถูกกัด ในบางรายอาจมีอาการแพ้ หรือกระวนกระวาย อาเจียน หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ มึนงง ปวดศีรษะ อาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนตรงบริเวณที่ถูกกัด อาจเป็นแผลไหม้อยู่ 2-3 วัน
การรักษา อาการพิษของตะขาบทำได้โดยการทำแผลให้สะอาด ให้ยาแก้ปวด อาจให้ยาปฏิชีวนะ และวัคซินป้องกันโรคบาดทะยัก กิ้งกือ (Milipedes) กิ้งกือ จัดอยู่ใน Class Diplopoda พบกระจายอยู่ทั่วโลก ส่วนมากไม่กัดหรือต่อย แต่บางชนิดหลั่งสารพิษออกมาได้ กิ้งกือมีรูปร่างกลมยาว ขนาดประมาณ 30 cm. ผิวลำตัวภายนอกแข็ง มีหลายสี แต่ส่วนใหญ่สีส้ม มีปล้องมาก แต่ละปล้อง มีขา 2 คู่ พวกที่มีพิษมีต่อมหลั่งสารพิษอยู่ตลอด 2 ข้างลำตัว บางชนิดสามารถทำให้ฉีดพุ่งออกมาได้ในระยะใกล้ๆ กิ้งกือเป็นสัตว์ขาข้อที่อาศัยอยู่บนบก มักพบตามใต้ก้อนหิน ในดิน และกองใบไม้ที่ร่วงทับถมกัน ชอบที่ชื้นแฉะ ชุกชุมในฤดูฝน ออกหากินในเวลากลางคืน กิ้งกือตัวเมียวางไข่ไว้ตามพื้นดิน ใช้เวลาฟัก 2 - 3 วัน ตัวอ่อนมี 3 ปล้อง ขา 3 คู่ ตัวอ่อนลอกคราบ 2 - 7 วัน จึงเป็นตัวเต็มวัยตัวเต็มวัยมีอายุนาน 1 - 7 ปี สารพิษของกิ้งกือมีไว้สำหรับป้องกันตัวเองจากศัตรู ลักษณะเป็นของเหลวไม่มีสี พิษทำให้ผิวหนังไหม้เป็นสีเหลืองน้ำตาล และเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลภายใน 24 ชั่วโมง แผลไหม้ มีอาการปวดอยู่ประมาณ 2 วัน ทำให้เกิดการระคายเคือง ถ้าสารพิษเข้าตาอาจทำให้ตาอักเสบได้
การรักษา พิษของกิ้งกือทำได้โดยการล้างแผลบริเวณที่ถูกกัด แล้วใช้แอลกอฮอล์หรือน้ำยาฆ่าเชื้อ เช็ดบริเวณที่ถูกพิษ เพื่อล้างสารพิษออก ให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน หากพิษเข้าตาให้ล้างตาด้วยน้ำอุ่น และปรึกษาจักษุแพทย์ทันที (กิ้งกือมีพิษด้วย???) งูจงอาง พิษของงูจงอางเป็น Neurotoxin เป็นงูพิษที่ใหญ่ที่สุดในโลก ปกติอาศัยอยู่ในป่าลึกทั่วประเทศ ตัวคล้ายงูเห่าแต่ขนาดใหญ่กว่ายาวถึง 16-18ฟุต เวลาโกรธมันจะชูส่วนหัวและลำตัวขึ้นสูงแผ่แม่เบี้ยแลเห็นดอกจันทน์ และฉกกัดอย่างรวดเร็ว พิษของมันไม่รุนแรงเท่าพิษงูเห่าแต่เนื่องจากคนที่ถูกกัดมักจะได้รับพิษจำนวนมากถึง 10 เท่าของงูเห่า ดังนั้นคนเหล่านี้จะถึงแก่ความตายอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่ถึง 30 นาที ผู้ป่วยที่ถูกงูกัดจะมีอาการเหมือนงูเห่ากัดแต่รุนแรงและรวดเร็วกว่างูเห่า ดูการรักษาเหมือนการรักษางูเห่ากัด  กบตัวนี้สีสวยจริง ๆ มั๊ย แต่เห็นสีสวย ๆ นี้แหละแต่ไปแตะเข้าเชียว เพราะมันมีพิษร้ายถึงขั้นตายได้ เพราะที่หนังของมันจะเคลือบพิษ ที่ทำให้สัตว์ที่หลงไปกินมันกลายเป็นอัมพาตได้ แถมไม่อร่อยอีกด้วย ซึ่งกบเหล่านี้ชาวท้องถิ่นแถวอเมริกาใต้ มักจะจับมันรีดเอาพิษที่หนังของมันไปทำลูกดอกอาบยาพิษ เพื่อใช้ในการล่าสัตว์หรือป้องกันตัว ยังไงก็แล้วแต่ ถ้าน้อง ๆ เห็นกบที่มีสีสวย ๆ เหมือนไหร่จงหนีให้ไกล คางคกมีพิษ | คางคก เป็นสัตว์ประเภทเดียวกับกบ แต่คนส่วนใหญ่ ไม่นิยมรับประทานเนื้อคางคก ดังนั้นจึงพบคนที่เกิดอาการพิษจากคางคกน้อย คางคกเป็นสัตว์ในตระกูล มูโฟนิดี (Bufonidae) โดยยังแบ่งคางคกเป็น 2 ชนิด คือ คางคกตามบ้านทั่วไป (Bufo Vulgaris) และ คางคกพันธุ์ใหญ่ (Bufo Agua) ที่ผิวหนัง บริเวณใกล้หูของคางคก มีต่อมที่เรียกว่า พาโรทอยด์ (Parotoid gland) ซึ่งต่อมนี้สามารถขังน้ำเมือก ที่มีสารพิษหลายชนิดออกมา และยังพบสารพิษ ในเลือดของคางคกทั้งสองชนิด สารพิษที่พบได้แก่ สารดิจิทาลอยด์ (Digitaloids), อัลคาลอยด์อีกหลายชนิด ซึ่งมีปริมาณน้อยไม่เพียงพอที่ทำให้เกิดพิษ และสารประกอบชนิดอื่นซึ่งมีฤทธิ์ทำให้ระคายเคืองเฉพาะที่ อาการพิษ เกิดมากน้อยขึ้นอยู่กับขนาดที่รับประทานเข้าไป อาการมักเกิดขึ้นช้า คือภายหลังรับประทานหลายชั่วโมง เด็กจะมีความทนต่อขนาดการเกิดพิษได้มากกว่าผู้ใหญ่ อาการพิษ คือ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ปวดท้อง ถ้าได้รับเข้าไปมากทำให้เกิดการไหลเวียนของโลหิตไม่ดี อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ มีอาการทางระบบรับความรู้สึก เช่น สับสน เพ้อ ง่วงซึม ความจำเลอะเลือน หมดสติและตายในที่สุด
|
 แมงกะพรุน แมงกะพรุนเป็นสัตว์ประเภทหนึ่งที่ไม่มีกระดูกสันหลัง ส่วนใหญ่จะอยู่ในทะเล แต่ก็มีบางชนิดที่อยู่ในน้ำจืด แมงกะพรุนเป็นสัตว์ในพวกเดียวกับปะการัง มีเซลล์ที่ใช้ต่อยและมีพิษมากกว่าปะการังมากด้วย แมงกะพรุนบางชนิดอาจทำให้ผู้ถูกต่อยถึงช็อคเสียชีวิตได้ แม้จะพบแมงกระพรุนตายติดตามชายหาดก็ไม่สมควรจะนำมาเล่น เพราะพิษยังอาจจะมีอยู่และทำให้เกิดอันตรายได้ เมื่อถูกแมงกะพรุนอาจจะมีสายหนวดของแมงกะพรุนติดอยู่ ต้องรีบแกะออกโดยเร็ว แต่อย่าใช้มิเปล่าเพราะมือจะถูกต่อยได้ด้วย ให้ใช้ผ้าหนา ๆ เศษไม้ ทรายแห้ง ๆ หรือแป้งผงถูเบา ๆ ให้หลุดออก อย่าถูแรงเพราะถุงบางอันยังไม่คายพิษ ถ้าถูแรงจะทำให้พิษถูกปล่อยออกมาเพิ่มขึ้น แล้วล้างบริเวณนั้นเบา ๆ ด้วยน้ำทะเล น้ำมันแอลกอฮอล์ แอมโมเนีย หรือโลชั่นที่หาได้ใกล้ตัว ชาวบ้านใช้ผักบุ้งทะเล ทั้งนี้ทำให้สภาพพิษซึ่งส่วนใหญ่เป็นโปรตีนเสื่อมลง เมื่อถูกแมงกะพรุนแล้วให้ขึ้นจากน้ำทันที เพราะถ้าเกิดอาการรุนแรงจะทำให้จมน้ำตายได้
ปลากระเบน เป็นปลาที่มีลักษณะของเงี่ยงที่แหลมคม ชอบมาอยู่บริเวณริมชายฝั่งทะเล หากคนลงเล่นน้ำเดินเหยียบไปบนตัวปลากระเบนที่ชอบนอนหมกตัวอยู่กับพื้นทราย และถูกเงี่ยงตำจะ เกิดอาการเจ็บปวดทรมานเป็นอย่างมาก การปฐมพยาบาลขั้นต้น คือ ห้ามเลือดที่แผล และแช่บาดแผล ในน้ำร้อนประมาณ 30-60 นาที อาการปวดจะค่อย ๆ ทุเลา หากมีอาการแพ้มากควรรีบนำส่งแพทย์ ในท้องทะเลไทยมีปลากระเบนหลายชนิด อาทิ ปลากระเบนทอง ปลากระเบนไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งปลากระเบนไฟฟ้า นับเป็นสัตว์ทะเลที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์อย่างมาก ปลากระเบนไฟฟ้า มีลักษณะลำตัวที่ค่อนข้างกลม มีอวัยวะผลิตกระแสไฟฟ้า ประกอบไปด้วยเซลล์รูปหกเหลี่ยมเรียงซ้อนกันเป็นกลุ่ม ตั้งอยู่ทางด้านข้างของตาถัดไปถึงครีบอก ภายในมีสารเป็นเมือกคล้ายวุ้น ทำหน้าที่ในการผลิตกระแสไฟฟ้า โดยธรรมชาติแล้ว ปลากระเบนไฟฟ้ามักจะทำการหมกตัวอาศัยอยู่ที่พื้นด้านล่าง หากคนไปเดินเหยียบก็จะถูกปลากระเบนไฟฟ้าทำการปล่อยกระแสไฟฟ้าออกมา จะทำให้เกิดอาการชาจนจมน้ำถึงแก่ชีวิตได้ ปลาไหลมอเล่ย์ มีลักษณะลำตัวยาวคล้ายงู หากพบปลาไหลอย่าพยายามเข้าใกล้ และ อย่าล้วงมือเข้าไปในโพรงหิน หรือซากเรือจม เมื่อถูกกัดจะเกิดบาดแผลลึก ทำให้เลือดไหลมาก วิธีปฐมพยาบาลก็คือรีบนำผู้ป่วยขึ้นจากน้ำทะเลและห้ามเลือด ขณะเดียวกันเมื่อพบเห็นบุ้งทะเลต้องพยายามหนี ให้ไกล และห้ามใช้มือเปล่าหยิบจับบุ้งทะเลเด็ดขาด หากถูกบุ้งทะเลควรใช้คาลาไมน์ทา เพื่อบรรเทาอาการคัน และป้องกันการติดเชื้อตามมา
(ตกลงว่าปลาไหลรึว่าบุ้งทะเลกันแน่???) |